แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย “ปรับลด”

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย “ปรับลด”

เรามาคุยกันเรื่อง “ดอกเบี้ย” ดีกว่าครับ วันก่อนผมเข้าไปทำธุระที่ธนาคาร ก็แอบถามหน้าเคาเตอร์ว่า ตอนนี้ดอกเบี้ยเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกผมว่า saving account ก็ประมาณ ๐.๕๐ – ๐.๗๕ % หากบัญชีฝากประจำ ก็ประมาณ ๑ -๒% กว่า ผมก็ได้แต่ปลงครับ…..

ในกลุ่มประเทศ EU ก็เริ่มมีการขยับเรื่องนี้แล้วครับ กล่าวคือ ธนาคารแห่งชาติสวิสเพิ่งกลายเป็นธนาคารกลางรายใหญ่แห่งแรกที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย เราก็ต้องมาดูกันว่าใครจะเป็นคนต่อไป? แต่เพื่อนๆต้องจำไว้ว่า รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของคุณเศรษฐากำลังจะขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาลดดอกเบี้ยเช่นกันครับ

นโยบายการเงินทั่วโลกเข้มงวดขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2564 ถึง 2566 เนื่องจากธนาคารกลางทั่วโลกพยายามปัดเป่าแรงกดดันด้านราคาที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจาก Demand ภายในประเทศที่ฟื้นคืนชีพและห่วงโซ่ Supply แต่อัตราดอกเบี้ยสูงสุดในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้วและตอนนี้หลายคนกําลังมองไปยังอัตราดอกเบี้ยของ Federal และ อัตราดอกเบี้ยของ ECB และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารรายใหญ่อื่นๆ เพื่อดูว่ามันจะเริ่มลดลงเมื่อใด

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ธนาคารแห่งชาติสวิส (SNB) ได้เริ่มดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.75% เป็น 1.50% กลายเป็นธนาคารกลางรายใหญ่แห่งแรกที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่การระบาดใหญ่ ผมเข้าใจว่า ธนาคารกลางของสวิสได้จัดการเศรษฐกิจอย่างดีจนอัตราเงินเฟ้อมาอยู่ที่ระดับ 1% เล็กน้อยต่อปี ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของอัตราในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ทําให้สามารถผ่อนคลายความเข้มข้นได้เร็วกว่าธนาคารกลางอื่นๆ

ด้วยเหตุการณ์นี้นักวิเคราะห์มองว่า อัตราดอกเบี้ย ECB อาจเป็นอัตราถัดไปในบรรดาธนาคารกลางรายใหญ่อื่นๆที่ประชุมกัน มีการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยของ ECB จะลดลงครั้งต่อไป ซึ่งน่าจะภายในเดือนมิถุนายน อัตราเงินเฟ้อในพื้นที่ยูโรขณะนี้สูงกว่าเป้าหมาย 2.0% ของธนาคารเพียงเล็กน้อย และเศรษฐกิจกําลังส่งเสียงดังภายใต้ผลกระทบของนโยบายการเงินที่เข้มงวด—กิจกรรมทางเศรษฐกิจทรงตัวในไตรมาสที่ 4 ปี 2023 และการเติบโตของ GDP ในปีนี้คาดว่าจะน้อยกว่าหนึ่งในสามของอัตราในสหรัฐอเมริกา

แคนาดา สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาอาจใช้เวลานานขึ้นเล็กน้อยในการลดอัตรา นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Federal Reserve ครับ สำหรับธนาคารของแคนาดาและสหราชอาณาจักรในไตรมาสที่สองนักวิเคราะห์คาดว่าธนาคารกลางของประเทศเหล่านี้จะรอจนถึงไตรมาสที่ 3 ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า นโยบายการเงินจะผ่อนคลายลงในทั้งสามประเทศภายในสิ้นปีนี้ โดยคาดว่าจะลดลงประมาณ 90-100 basic point ครับ

ผลลัพธ์ของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปลายปีนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของตลาดตราสารทุนซึ่งอาจแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ขอผมวกกลับไปพูดถึงเกี่ยวกับอัตรานโยบายของ ECB นักวิเคราะห์กล่าวว่า:

“ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์จนถึงกลางปี 2024 สิ่งนี้จะทําให้ต้นทุนการกู้ยืมและการชําระหนี้สูงขึ้นเกือบตลอดทั้งปี เราคาดว่าการผ่อนปรนทางการเงินจะเริ่มในเดือนมิถุนายนและลดอัตรานโยบายลง 100 basic point ภายในสิ้นปี 2024 สิ่งนี้จะมีผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อ สินเชื่อสําหรับครัวเรือนและธุรกิจตั้งแต่ปี 2025 เท่านั้น”

แต่สำหรับ อัตราดอกเบี้ยของ Federal Reserve นักวิเคราะห์ของโนมูระกล่าวว่า:

“เรารักษาความคาดหวังของเราในการลดอัตราดอกเบี้ยเพียงสองครั้งในปีนี้ ในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม การกระจายจุดชี้ให้เห็นว่า FOMC ถูกแบ่งระหว่างการลดสองถึงสามครั้งในปีนี้ และผู้กําหนดนโยบายมีแนวโน้มที่จะอ่อนไหวต่อความประหลาดใจกลับหัวในข้อมูลเงินเฟ้อ”

จากสถานการณ์ที่เริ่มผ่อนคลายในทั่วโลก ผมคาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยโดยผ่าน กนง น่าจะลดดอกเบี้ยลงในเร็วๆนี้แน่นอนครับ แต่สิ่งที่ผมกังวลคือหนี้ครัวเรือนในไทยยังสูงและเศรษฐกิจไทยก็มิได้เติบโตเท่าที่ควร อีกทั้งการส่งออกก็ไม่เป็นไปตามแผน ผมเห็นว่าปัญหาในไทยยังคงเป็นอุปสรรคในการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทย ด้วยเหตุผลเราจึงเห็นว่าตลาดหุ้นในไทยเพียงตลาดเดียวที่นักลงทุนต่างประเทศทิ้ง portfolio ไปครับ ผมห่วงนะแต่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้ นอกจากช่วยตัวเองให้พ้นจากความลำบากอันจะมาถึงในอนาคตเท่านั้นครับ

กิตติ ปิณฑวิรุจน์​ / เขียนบทความ

แบ่งปันบทความนี้