หลักสูตรที่เปิดอบรม
กิจกรรมวิชาการอื่นๆ
ความรู้ประกันภัย
ปฏิทิน กิจกรรม

ก่อนหน้า
ถัดไป
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  
รถยนต์หาย...ใครจะต้องรับผิดชอบ ตอน 1

รถยนต์หาย...ใครจะต้องรับผิดชอบ

โดย นายไกรลาภ เนียวกุล

      ปัญหาในเรื่องการสูญหายของรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ตามลานจอดรถยนต์หรืออาคารจอดรถยนต์ของสถานที่หรือสถานประกอบการต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น มีบางท่านกล่าวว่า เจ้าของสถานที่ รวมทั้ง บริษัทรักษาความปลอดภัย ต้องรับผิดชอบ บางท่านก็ว่าไม่ต้องรับผิดชอบ บางท่านก็ว่า ถ้าเสียค่าจอด และมีบัตรจอด เจ้าของสถานที่ต้องรับผิดชอบ แต่หากไม่เสียค่าจอดไม่ว่าจะมีบัตรจอดหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ บางท่านไปไกลกว่านั้นอีก โดยเฉพาะกรณีห้างสรรพสินค้านั้น หากรถยนต์หายให้เข้าไปซื้อของในห้างสรรพสินค้านั้น เพื่อเป็นหลักฐานว่าเราได้ใช้บริการ และเขาต้องรับผิดชอบ
      คำกล่าวเหล่านั้นดูจะสับสนและคลุมเครือกันอยู่ หาข้อสรุปไม่ได้ว่า ตกลงแล้วใครจะรับผิดชอบ หรือจะเป็นบาปเคราะห์ของเจ้าของรถยนต์นั้นเอง
      ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนขอเสนอความเห็นในเรื่องนี้ โดยการวิเคราะห์ ไปตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาเท่าที่ค้นพบ  และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้คงจะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย.

     การที่เราจะพิจารณาว่า เจ้าของสถานที่มีความรับผิดชอบตามกฎหมายหรือไม่ จะต้องดูกฎหมายอยู่ 2 เรื่อง ดังนี้

     1. กฎหมายสัญญา  ได้แก่ สัญญาฝากทรัพย์ และ สัญญาเช่าทรัพย์ ( เช่าที่จอดรถยนต์ ) 
     2. กฎหมายละเมิด

    1. สัญญา

       
1.1  สัญญาเช่าทรัพย์
              มาตรา 537  อันว่าเช่าทรัพย์สินนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่าผู้ให้เช่าตกลงให้บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งชั่วระยะเวลาอันมีจำกัด และผู้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าเพื่อการนั้น 
 จะเห็นว่า สัญญาเช่าทรัพย์นี้ ผู้ให้เช่าต้องส่งมอบทรัพย์ที่เช่าให้แก่ผู้เช่า ผู้เช่าจึงต้องมีหน้าที่ดูแลทรัพย์ที่ตนเช่าเพราะผู้เช่าได้สิทธิครอบครองในทรัพย์ที่เช่า เช่น กรณีให้เช่าที่จอดรถยนต์ ผู้เช่าจึงต้องมีหน้าที่ดูแลที่จอดรถยนต์ของผู้ให้เช่า ในทางกลับกัน ผู้ให้เช่าไม่มีหน้าที่ดูแลทรัพย์ในที่นี้คือ รถยนต์ของผู้เช่าพื้นที่แต่อย่างใด เพราะผู้เช่าไม่ได้โอนสิทธิครอบครองในรถยนต์ ( ส่งมอบรถยนต์ )มาให้ผู้ให้เช่าดูแล หากโอนสิทธิครอบครองมา ก็ไม่ใช่สัญญาเช่า แต่จะเป็นสัญญาฝากทรัพย์
     
       1.2  สัญญาฝากทรัพย์
             มาตรา  657  อันฝากทรัพย์นั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า  ผู้ฝาก ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้รับฝาก และผู้รับฝากตกลงว่าจะเก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตนและจะคืนให้

      ลักษณะสำคัญของสัญญาฝากทรัพย์ตามมาตรา 657  ดังกล่าวนี้ กล่าวโดยสรุปก็คือ 

      ก. ผู้ฝากจะต้อง “ โอนสิทธิครอบครอง ”  ในตัวทรัพย์ให้แก่ ผู้รับฝาก หากไม่มีการโอนสิทธิครอบครองในตัวทรัพย์กันแล้ว สัญญาฝากทรัพย์เกิดขึ้นไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้รับฝากต้องมีสิทธิครอบครองในตัวทรัพย์ และ
     ข. หน้าที่ของผู้รับฝากก็คือต้องใช้ความระมัดระวังทรัพย์ที่รับฝากไม่ให้สูญหายหรือบุบสลาย หน้าที่ดังกล่าวนี้อยู่ในมาตรา  659  ซึ่งกฎหมายวางระดับความระมัดระวังในการดูแลรักษาทรัพย์ที่รับฝากไว้ไม่เท่ากัน ขึ้นกับข้อเท็จจริงในขณะที่ฝากกันด้วย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ขอกล่าวเนื่องจากมีรายละเอียดที่มากเกินไป และต้องใช้การอธิบายกันเป็นอย่างมาก
     เมื่อหน้าที่ของผู้รับฝากเป็นเรื่องของการใช้ความระมัดระวัง ( Obligation  of  care  or  of  prudent  หรือ Duty  of  care )  กรณีการจอดรถยนต์ในลานจอดรถยนต์ตามสถานที่ต่างๆ หรือ สถานประกอบการ เช่น ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ เป็นต้น  (ยกเว้นกรณีของเจ้าสำนักโรงแรม)  นั้น  อย่างไร  หรือ  เมื่อไร  ที่จะเรียกได้ว่า  ผู้ขับขี่  หรือเจ้าของรถยนต์ได้ทำการส่งมอบรถยนต์ให้อยู่ในอารักขาของสถานประกอบการ หรือ เจ้าหน้าที่ของสถานประกอบการ เช่น  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เป็นต้น กล่าวคือ อย่างไร หรือเมื่อไร จึงจะเรียกได้ว่ามีการโอนสิทธิครอบครองให้แก่กัน ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก และก่อให้เกิดความสับสนกันเป็นอย่างมาก
     จากการศึกษาตามหลักวิชาการทางกฎหมาย รวมทั้งแนวคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว ผู้เขียนขอตั้งประเด็นการวิเคราะห์ ดังนี้ คือ ถือเอาการส่งมอบกุญแจเป็นหลัก     ก.  ส่งมอบกุญแจเป็นสัญญาฝากทรัพย์
        
       คำพิพากษาฎีกา  932/2517 
       คนของโจทก์นำรถยนต์ของโจทก์ไปฝากที่ปั๊มน้ำมันของจำเลยที่ 4  ได้มอบกุญแจรถยนต์ให้ไว้  คนของจำเลยที่ 4  ได้นำรถยนต์ของโจทก์เข้าไปเก็บไว้ในที่เคยเก็บรถยนต์  ปฏิบัติเช่นนี้มาเป็นเวลานาน การกระทำดังกล่าวฟังได้ว่า  จำเลยได้ตกลงรับฝากรถยนต์ของโจทก์ไว้ในอารักขาของตนแล้วตลอดเวลาที่รถยนต์ของโจทก์อยู่ที่ปั๊มน้ำมันของจำเลย อำนาจการครอบครองรถยนต์ของโจทก์ตกอยู่กับจำเลยที่จะจัดการเกี่ยวกับรถยนต์นั้นได้ทุกเมื่อ จนกว่าโจทก์จะมารับรถยนต์คืนไป  และเป็นสัญญารับฝากรถยนต์ที่จำเลยที่ 4 ได้รับผลประโยชน์เป็นเงินตอบแทนจึงเป็นสัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ หาใช่สัญญาเช่าที่จอดรถไม่
 หมายเหต บทความนี้เป็นความเห็นทางวิชาการ ของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ทางสถาบันไม่รับผิดชอบใดใด

   แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยเกี่ยวกับการส่งมอบกุญแจมีดังนี้

      หมายเหตุ  ตามคำพิพากษานี้ จำเลยอ้างว่าเป็นการเช่าพื้นที่จอดรถยนต์ จำเลยจึงไม่มีสิทธิครอบครอง แต่มีการฝากกุญแจกันด้วย รวมทั้งเสียค่าบริการ ศาลจึงฟังว่าเป็นฝากทรัพย์มีบำเหน็จค่าฝาก ไม่ใช่เช่าทรัพย์ 

      คำพิพากษาฎีกาที่  2004/2517
      ผู้จัดการจำเลยเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล อนุญาตให้โจทก์จอดรถที่ปั๊มน้ำมันของจำเลย. แม้จำเลยจะไม่ได้รับบำเหน็จตอบแทนก็หาพ้นจากความรับผิดในฐานเป็นผู้รับฝาก ไม่ 
      คนงานของจำเลยให้รถที่โจทก์ฝากแก่คนอื่นไปโดยมิได้ตรวจดูหนังสือที่มีผู้นำมาขอรับรถให้ดีเสียก่อนว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์หรือไม่ ทั้งๆ ที่คนขายน้ำมันของจำเลยจำลายมือโจทก์ได้ ดังนี้ เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จำเลยต้องรับผิดใช้คืนแก่โจทก์

     หมายเหตุ  การฝากทรัพย์ ตามสัญญาฝากทรัพย์นั้นไม่จำเป็นต้องมีบำเหน็จค่าฝากก็ได้ ( โปรดดูมาตรา 659 วรรคแรก ประกอบ แต่ เช่าทรัพย์ต้องมีค่าเช่าเสมอ มิเช่นนั้นไม่เป็นเช่าทรัพย์ )

     คำพิพากษาฎีกาที่  365/2521  
     นำรถยนต์ไปจอดที่ปั๊มน้ำมันโดยมอบกุญแจรถแก่ลูกจ้างเจ้าของปั๊มจอดไม่ประจำที่ แม้มีประกาศไว้ที่ปั๊ม และในใบเสร็จระบุว่าเป็นเรื่องให้เช่าสถานที่จอดรถก็ไม่หักล้างการปฏิบัติซึ่งเป็นการฝากทรัพย์

     หมายเหตุ  ศาสตราจารย์ จิตติ  ติงศภัทิย์  บันทึกหมายเหตุท้ายฎีกานี้ว่า  “  หลักวินิจฉัยของศาลคือมีการส่งมอบทรัพย์ที่ฝากแก่ผู้รับฝาก จึงเป็นฝากทรัพย์ตาม ม.657 มิใช่เช่าที่จอดรถ การส่งมอบทรัพย์คือมอบกุญแจสำหรับรถ ”

    คำพิพากษาฎีกาที่  925/2536    
    จำเลยที่  1  จัดบริการให้แก่ลูกค้า ซึ่งไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารของจำเลยที่  1  โดยให้จำเลยที่  2  ลูกจ้างของจำเลยที่  1  ต้อนรับ  เอากุญแจรถยนต์ขับรถยนต์เข้าที่จอด  และเคลื่อนย้ายรถยนต์หากมีรถยนต์คันอื่นเข้าออกในบริเวณภัตตาคาร  ออกใบรับที่จดหมายเลขทะเบียนรถยนต์และรับกุญแจรถยนต์ของโจทก์เก็บไว้ ถือได้ว่าเป็นการฝากทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 657  ซึ่งจำเลยที่  1  ผู้รับฝากจะต้องดูแลระมัดระวังสงวนทรัพย์สินที่ฝากนั้นเหมือนเช่นที่เคยประพฤติในกิจการของตนเอง  เมื่อรถยนต์โจทก์ที่นำมาฝากเพื่อรับประทานอาหารในภัตตาคารของจำเลยที่  1  หายไป  โดยจำเลยที่ 1  มิได้ดูแลหรือใช้ความระมัดระวังสงวนทรัพย์สินซึ่งฝากนั้นเหมือนเช่นที่เคยประพฤติในกิจการของตน  จำเลยที่  1   จึงต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

 ข.  ไม่มีการส่งมอบกุญแจแต่เป็นสัญญาฝากทรัพย์

     คำพิพากษาฎีกาที่  949/2518   
    โจทก์นำรถยนต์บรรทุกเล็กไปจอดที่ปั๊มของจำเลยที่มีบริการคิดค่าจอดเดือนละ  80  บาท  ผู้นำรถมาจอดใส่กุญแจรถถือกลับไป แต่ปล่อยห้ามมือไว้เพื่อเข็นย้ายได้ รถของโจทก์หายไป โจทก์จึงฟ้องเรียกราคากับค่าเสียหายในการจ้างรถอื่นมาใช้แทน  พฤติการณ์เป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าการบริการเช่นนี้ของจำเลยเป็นการรับฝากรถ  หาใช่ให้เช่าสถานที่จอดรถยนต์ไม่ จำเลยจึงต้องมีความระมัดระวังเท่าที่จะต้องใช้ในการประกอบการค้านั้น การที่ลูกจ้างของจำเลยไปทำธุระที่อื่นนั้นก็ควรจะจัดผู้อื่นดูแลแทน เมื่อรถยนต์หายไปในระหว่างนั้นเป็นการไม่ระมัดระวังดูแลรถยนต์เท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้  จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายคือราคารถที่ใช้มาแล้วเป็นเงิน  30,000.00  บาท  และยังมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายเช่นที่ตามปกติย่อมเกิดขึ้นแต่การไม่ชำระหนี้ได้อีก  ตามมาตรา  222  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  การที่โจทก์ต้องจ้างรถยนต์คันอื่นบรรทุกผักแทน  เป็นความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเนื่องจากโจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์ตามปกติที่เคยใช้

    หมายเหตุ  ตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวน่าจะเป็นว่าศาลได้ฟังพยานหลายปาก และเชื่อในคำของพยานว่า  พฤติกรรมของจำเลยที่แสดงออกต่อผู้ใช้บริการเป็นเรื่องของการฝากทรัพย์ กล่าวคือ ฝากรถยนต์ ซึ่งมีคำพิพากษาฎีกาอีก  2  ฉบับ ที่อ้างถึง  พฤติกรรมของจำเลย ( ในเนื้อหาไม่ปรากฏว่ามีการส่งมอบกุญแจหรือไม่)  ได้แก่ คำพิพากษาฎีกาที่  475/2522 และ คำพิพากษาฎีกาที่  331/2524  

    คำพิพากษาฎีกาที่  475/2522 
    ปั๊มของจำเลยปฏิบัติต่อลูกค้ามีพฤติการณ์แสดงว่า จำเลยยอมรับรถจากผู้อื่นมาอยู่ในความอารักขาของจำเลยที่ปั๊มน้ำมันจึงเป็นลักษณะฝากทรัพย์   ตามมาตรา  657  ไม่ใช่ให้เช่าสถานที่เพื่อจอดรถ

   คำพิพากษาฎีกาที่  331/2524 
   การที่จำเลยยินยอมให้บุคคลอื่นนำรถเข้าไปจอดบริเวณปั๊มน้ำมันของจำเลยโดยปั๊มได้รับเงินค่าจอดเป็นประโยชน์ตอบแทน เมื่อปั๊มปิดจะมีรั้วเหล็กปิดกั้นหน้าปั๊มไว้ด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าทางปั๊มได้รับมอบทรัพย์สินไว้เพื่อดูแลเก็บรักษาไว้ในอารักขาของตนเป็นการรับฝากทรัพย์ตามป.พ.พ.  มาตรา  657  แม้ทางปั๊มจะมีประกาศว่าให้เช่าเป็นที่จอดรถรวมทั้งระบุข้อความในใบรับเงินและเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งไม่ต้องรับผิด  ก็เป็นการกระทำของจำเลยฝ่ายเดียว  บุคคลภายนอกมิได้มีข้อตกลงตามนั้น  อันจะทำให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของจำเลยที่  1    ไปในรูปลักษณะของนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งมิใช่ลักษณะของการฝากทรัพย์

   หมายเหตุ  ศาลฎีกากล่าวไว้ตอนหนึ่งในคำพิพากษาว่า “ ....ทางปั๊มจะเป็นผู้ชี้บริเวณที่จะจอดและว่าเมื่อปั๊มปิดจะมีรั้วเหล็กปิดกั้นหน้าปั๊มใส่กุญแจมีคนประจำเฝ้าปั๊มไว้ด้วย ซึ่งแสดงว่าการนำรถเข้าจอดภายในอาณาบริเวณปั๊ม ทางปั๊มมิได้กำหนดสถานที่ที่จอดรถของแต่ละคันให้เป็นที่แน่นอนตายตัว แล้วแต่ทางปั๊มจะกำหนดสถานที่ให้จอดเป็นคราว ๆ และชอบที่จะเคลื่อนย้ายรถที่จอดได้ตามควรแก่กรณี ซึ่งตามทางปฎิบัติและพฤติการณ์ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าทางปั๊มได้รับมอบทรัพย์สินไว้เพื่อดูแลเก็บรักษาไว้ในอารักขาแห่งตน อันเป็นการรับฝากทรัพย์ ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 657 ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดเกี่ยวกับตัวรถก็ดี ทางปั๊มมีป้ายประกาศว่าให้เช่าเป็นที่จอดรถก็ดีรวมทั้งได้ระบุข้อความในใบรับเงินและเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่งไม่ต้องรับผิดตามเอกสารหมาย จ.3 ก็ดี เห็นว่าเป็นการกระทำของจำเลยแต่ฝ่ายเดียวบริษัทขวัญใจภาพยนต์ จำกัด มิได้มีข้อตกลงตามนั้น อันจะทำให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของจำเลยที่ 1 ไปในรูปลักษณะของนิติกรรมอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการรับฝากทรัพย์ดังจำเลยอ้าง… ”

 ค.  ส่งมอบกุญแจเป็นสัญญาเช่าทรัพย์

    คำพิพากษาฎีกาที่  657/2521  
    โจทก์จอดรถยนต์ที่สถานีบริการน้ำมันของจำเลย  มอบกุญแจรถแก่คนของจำเลย  โดยมีป้ายและใบเสร็จรับเงินข้อความว่า เช่าสถานที่  ไม่รับผิดในทรัพย์สูญหาย  เจตนาของคู่กรณีไม่ใช่เรื่องฝากทรัพย์  กุญแจที่มอบเพื่อเคลื่อนย้ายรถ  ไม่ใช่มอบให้ครอบครอง

   หมายเหตุ  คดีนี้แม้ส่งมอบกุญแจ แต่เป็น เช่าที่จอดรถเนื่องจาก โจทก์ ตกลงในเรื่องเช่าทรัพย์ ดังที่ศาลฎีกาอธิบายไว้ตอนหนึ่งดังนี้ “...ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รถยนต์ของโจทก์หายไปจากที่จอดรถภายในปั๊มน้ำมันของจำเลย ตามประเด็นเรื่องฝากทรัพย์มีปัญหาพิจารณาในเบื้องต้นว่าเมื่อโจทก์นำรถเข้ามาจอดในสถานที่จอดรถภายในปั๊มน้ำมันจำเลยนั้น โจทก์ได้รับทราบข้อตกลงจากจำเลยว่าเป็นการเช่าสถานที่ไว้จอดรถ และเรื่องที่จำเลยไม่รับผิดในความเสียหาย สูญหายของทรัพย์สินในที่เช่าดังที่จำเลยกล่าวอ้างหรือไม่ พิเคราะห์แล้วในเรื่องฝากรถไว้กับจำเลย คงมีแต่ตัวโจทก์ปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่าได้นำรถมาฝากไว้กับจำเลย เมื่อรถหายไปจำเลยต้องรับผิด แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพฤติการณ์ของโจทก์เองเช่น โจทก์นำรถมาจอดในปั๊มน้ำมันเป็นเวลาหลายเดือนก่อนรถหาย โจทก์ได้เห็นมีป้ายขนาดใหญ่ตามภาพถ่ายที่จำเลยอ้างประกอบแสดงไว้ในปั๊ม โจทก์ได้รับใบเสร็จรับเงินจากจำเลยตามที่อ้างประกอบ และโจทก์ยังได้ลงชื่อไว้ในใบเสร็จรับเงินหมาย ล.5 ซึ่งเป็นคู่ฉบับกับใบเสร็จหมาย จ.8 ประจำเดือนสิงหาคม 2517 ในใบเสร็จดังกล่าวมีข้อความแสดงไว้ชัดแจ้งว่าเป็นเรื่องเช่าสถานที่จอดรถ และไม่รับผิดในทรัพย์สินสูญหายเสียหายของจำเลย จึงเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อโจทก์นำรถเข้ามาจอดในปั๊มน้ำมันจำเลยนั้น โจทก์ได้รับทราบเงื่อนไขและได้ตกลงกันให้เป็นการเช่าสถานที่ตามที่จำเลยได้แบ่งเป็นช่อง ๆ ไว้ ไม่ใช่เป็นการรับฝากรถ และจำเลยไม่รับผิดในการเสียหายสูญหายของทรัพย์สินในสถานที่เช่า เมื่อเจตนาของคู่กรณีประสงค์ให้เป็นเรื่องเช่าดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่ารถและค่าเสียหายตามฟ้อง เพราะรถยนต์หายไปไม่ได้เกิดจากความผิดของฝ่ายจำเลยที่โจทก์อ้างอีกประการหนึ่งว่าโจทก์ได้มอบลูกกุญแจรถดอกหนึ่งให้เจ้าหน้าที่ประจำปั๊มน้ำมันจำเลยเก็บรักษาไว้จึงถือว่าเป็นการมอบรถให้อยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยนั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เองว่า โจทก์เป็นผู้ปิดประตูรถใส่กุญแจและเก็บรักษากุญแจรถอีกดอกหนึ่งไว้ การกลับมาเอารถไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ขอกุญแจจากเจ้าหน้าที่คืนหรือได้รับความยินยอมจากเจ้าหน้าที่ก่อน แสดงว่ารถยังอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ฉะนั้นการส่งมอบกุญแจรถให้แก่เจ้าหน้าที่ของจำเลย น่าเชื่อว่าเพื่อใช้เคลื่อนย้ายหรือล้างรถเป็นครั้งคราว ยังไม่ถือว่าเป็นการมอบรถให้อยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยซึ่งจะถือว่าเป็นการรับฝากทรัพย์..."

โปรดติดตาม ตอน2

  หมายเหตุ :  ข้อเขียนนี้เป็นความคิดเห็นทางวิชาการของผู้เขียน ซึ่งสถาบันฯ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่เท่านั้น สถาบันฯ ไม่รับผิดชอบในความถูกต้องของข้อเขียนชิ้นนี้

วันที่ : 6-10-2554